ข้าวโพด กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

ข้าวโพดเป็นพืชแสนอร่อยที่นิยมนำมาทำอาหาร ทำขนมหรือทำเป็นของว่างแสนอร่อยได้หลากหลาย รสชาติหวาน และหอมอ่อนๆเฉพาะตัว ถูกใจทุกเพศถูกวันไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่หรือวัยชรา ซึ่งนอกจากจะอร่อยแล้ว ข้าวโพดยังมีสารอาหารหลากหลายและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ประโยชน์ จาก ข้าวโพด

ข้าวโพดนั้นเราสามารถนำมารับประทานได้ตั้งแต่ ฝักข้าวโพดอ่อนและ ข้าวโพดฟักที่โตเต็มวัย ซึ่งข้าวโพดนั้นมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราหลายอย่าง เช่น มีโปรตีน ,คาร์โบไฮเดรต ,วิตามิน เอ, อี ,ซี ,บี1 ,บี2 ,บี3 ,แคลเซียม,ฟอสฟอรัส ,โพแทสเซียม,ธาตุเหล็ก ,ไขมัน ,เส้นใย และ สังกะสี ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ดีต่อร่างกายเรามากมาย เช่น

  1. ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นดีขึ้น
  2. บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยย่อยอาหารในลำไส้ กระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น
  3. ช่วยบำรุงระบบอวัยวะภายในต่างๆ เช่น บำรุงปอด บำรุงตับ บำรุงหัวใจ บำรุงกระเพาะอาหาร ลดอาการตับและไตอักเสบ
  4. ช่วยขับปัสสาวะ แก้ท้องร่วง แก้โรคบิด
  5. ช่วยรักษาไข้ทับระดู บำรุงร่างกาย
  6. แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยเจริญอาหาร
  7. ลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง
  8. ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือด
  9. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ชรา ช่วยบำรุงผิวพรรณ
  10. ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ข้าวโพด กี่แคล

ข้าวโพดถึงจะมีสารอาหารหลากหลายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่การกินข้าวโพดที่มากเกินไปก็มีสิทธ์อ้วนได้ เพราะข้าวโพดจัดเป็นอาหารประเภทคาโบไฮเดรต โดย ข้าวโพดต้ม 100 กรัม ให้พลังงาน 86 กิโลแคลอรี่ มีโปรตีน 3.2 กรัม เส้นใย 2.7 กรัม น้ำตาล 4.5 กรัม และมีคาร์โบไฮเดรตถึง 21 กรัมเลยทีเดียว

วิธีรับประทานข้าวโพด ให้มีผล ในการลดน้ำหนัก

ข้าวโพด จะช่วยในระบบขับถ่ายและมีเส้นใยสูง หลายคนจึงคิดว่าน่าจะช่วยในการลดน้ำหนักได้ดี แต่อย่าลืมว่า ข้าวโพดนั้นมีความหวานอยู่ในตัว แถมมีคาโบไฮเดรตสูง คนที่ต้องการลดน้ำหนักจึงไม่ควรกินข้าวโพดเกินครึ่งฝักต่อวัน เพราะข้าวโพดครึ่งฝักก็ให้คาร์โบไฮเดรตเทียบเท่ากับข้าวสวย 1 ทัพพี ดังนั้นไม่ควรกินข้าวสวยพร้อมข้าวโพดในมื้อเดียวกัน และควรเลือกกินแบบต้มจะดีกว่าแบบอื่นๆค่ะ เพราะถ้าเทียบปริมาณของพลังงานที่ได้แล้วข้าวโพดต้มดีกว่าแบบอื่นๆมาก โดย

  1. ข้าวโพดต้ม 100 กรัม ให้พลังงาน 86 กิโลแคลอรี่
  2. ป๊อปคอร์น 100 กรัมให้พลังงานที่ 374 กิโลแคลอรี่
  3. ข้าวโพดคลุก 1 จานเล็ก ให้พลังงาน 156 กิโลแคลอรี่

กิน ข้าวโพด ในอาหารทุกมื้อ

อย่างที่เราได้บอกไปข้างต้น ว่าข้าวโพดแค่ครึ่งฝักให้คาร์โบไฮเดรตพอๆกับข้าวสวย 1 ทัพพี นั่นหมายความว่า ข้าวโพดไม่เหมาะที่จะกินในทุกๆมื้อเพราะนอกจากจะทำให้เราได้คาร์โบไฮเดรตเกินแล้วยังมีน้ำตาลสูงมากเสี่ยงต่อการอ้วนได้ง่าย ยิ่งเรากินทั้งข้าวและข้าวโพดพร้อมกันด้วยแล้ว ยิ่งอ้วนขึ้นง่ายกว่าเดิมค่ะ

มีประสิทธิภาพมากกินก่อนอาหาร

ข้าวโพดเป็นอาหารที่มีประโยชน์สูง หากเราเลือกกินข้าวโพดต้มก่อนกินอาหาร จะช่วยให้เราอิ่มไว แต่การกินข้าวโพดที่ได้ประโยชน์สูงสุด ควรเลือกกินแค่มื้อใดมื้อหนึ่งเท่านั้น และไม่ควรกินมากกว่าครึ่งฝัก และในมื้อที่กินข้าวโพดไม่ควรกินข้าวสวยหรืออาหารที่มีคาโบไฮเดรตสูงอื่นๆร่วมด้วย

เคี้ยวให้ดี

หากคุณเลือกกินข้าวโพดในมื้อใดมื้อหนึ่ง แนะนำให้กินอย่างช้าๆ ค่อยๆเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการสำลักแล้ว ยังช่วยให้อิ่มเร็วขึ้นอีกด้วย

ข้อควรระวังในการกิน ข้าวโพด

ถึงข้าวโพดจะเป็นอาหารที่อร่อย ใช้ทำกับข้าวก็ได้ ทำขนมก็ดี หรือว่าจะต้มหรือปิ้งทานก็อร่อยๆทั้งนั้น แต่ในความอร่อยของข้าวโพดก็มีความไม่สวยงามซ่อนอยู่ถ้าเรากินมากเกินไป ซึ่งข้อควรระวังในการกินข้าวโพด ได้แก่

  1. ข้าวโพดมีคาโบไฮเดรตและน้ำตาลค่อนข้างเยอะ ไม่เหมาะที่จะกินเยอะเกินไป เพราะอาจจะทำให้อ้วนได้ง่าย
  2. ไม่ควรกินข้าวโพดและข้าวในมื้อเดียวกันเนื่องจากจะได้รับปริมาณของคาโบไฮเดรตมากเกินความจำเป็นส่งผลเสียต่อการลดน้ำหนักและควบคุมสัดส่วน
  3. ไม่ควรรับประทานข้าวโพดร่วมกับ น้ำตาล เนย หรือเกลือเป็นประจำ เพราะอาจเกิดความเสี่ยงของโรคหลายอย่าง เช่น โรคอ้วน และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  4. หากกินข้าวโพดเยอะเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้หลอดเลือดอักเสบ
  5. สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรรับประทานข้าวโพดด้วยความระมัดระวัง หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

การรับประทานข้าวโพดผลิตภัณฑ์ข้าวโพดแปรรูป จะไม่เกิดผลเสียกับร่างกาย หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

ดังนั้นสำหรับคนที่อยากรับประทานข้าวโพดแต่ก็อยากลดน้ำหนักไปด้วยก็ไม่ควรกินข้าวโพดมากเกินครึ่งฝักต่อวันนะคะ แต่ถ้าว้อนท์ข้าวโพดมากๆแนะนำให้เปลี่ยนมากินข้าวโพดอ่อนแทน เพราะในข้าวโพดอ่อน 100 กรัม ให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง

1

2

Related posts

  1. บลูเบอร์รี่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    บลูเบอร์รี่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  2. สตรอว์เบอร์รี กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    สตรอว์เบอร์รี กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  3. แตงโม

    แตงโม กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  4. แตงกวา กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    แตงกวา กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  5. นมถั่วเหลือง กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    นมถั่วเหลือง กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  6. ถั่วเหลือง กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    ถั่วเหลือง กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  7. อกไก่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    อกไก่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  8. นมอัลมอนด์ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

  9. กีวี่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด

    กีวี่ กี่แคล กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด